จมูกข้าว-รำข้าวกล้อง

182397592เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(anti-oxidants) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า และมีความเสถียรที่สุดเมื่อเทียบกับ วิตามิน C และ E

ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) เป็นสารพฤษเคมีที่คล้ายคอเลสเตอรอล แต่เป็นสารที่มีประโยชน์ ไฟโตสเตอรอล พบในธัญพืช เช่น ถั่ว น้ำมันพืช (น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันงา) งา จมูกข้าว รำข้าว ไข่แดง ตับ กุ้ง ปู เป็นต้น เหล่านี้คือ กลุ่มของอาหารที่พบว่ามี ไฟโตสเตอรอล มาก โดยเฉพาะในน้ำมันรำข้าว พบว่ามีมากถึง 919 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม รองลงมาก็จะพบมากใน น้ำมันข้าวโพด และกลุ่มของน้ำมันพืชต่างๆ

ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) มี 2 ประเภทใหญ่ คือ สเตอรอล(Sterol) และสตานอล(Stanols) โดยสเตอรอล จะพบได้น้อยในธรรมชาติ โดยพบ 0.1-0.5 เปอร์เซ็ต จากน้ำมัน

ร่างกายควรได้รับไฟโตสเตอรอล จากธรรมชาติ 150-450 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ อาจได้รับไฟโตสเตอรอGm_Wheat_Germ_Mother_Earth_Productsลจากอาหารสูงถึง 700 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่าผู้รับประทานมังสวิรัติ และชาวญี่ปุ่นจะได้รับสเตอรอล จากอาหาร 300-500 มิลลิกรัม ในขณะที่อาหารตะวันตก มีสเตอรอลเพียง 100-300 มิลลิกรัม และสตานอล 20-50 มิลลิกรัมต่อวัน

ประโยชน์ของไฟโตสเตอรอล ลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) และการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยสเตอรอลและสตานอล จะเข้ายับยั้งการดูดซึม ควบคุมปริมาณการละลายและการย่อยคอเลสเตอรอลในลำไส้ โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ คือ เข้าแข่งขันการดูดซึมกับคอเลสเตอรอล ทำให้คอเลสเตอรอลถูกดูดซึมไม่ได้ จึงใช้เป็นสารลดคอเลสเตอรอล

ไฟโตสเตอรอล นิยมผสมลงในอาหาร จะช่วยลดคอเลสเตอรอล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพบว่าสตานอล มีประสิทธิภาพในการลดคอเล สเตอรอล ดีกว่าสเตอรอล

ผลจากการวิจัย โครงการให้การศึกษาเกี่ยวกับคอเลสเตอรอลแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า การรับประทานไฟโตสเตอรอล เพียงวันละ 2 กรัม ก็สามารถลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) ได้

การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสเตอรอล 1,600 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดไตรกลีเซอไรด์ลงได้ 14% ภายใน 6 สัปดาห์

จากการทดสอบในประชากรกลุ่มใหญ่ 4,500 คน พบว่าการรับประทานไฟโตสเตอรอลวันละ 2.15 กรัม ช่วยลดคอเลสเตอรอล 8.8% ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในอาสาสมัครสุขภาพดี 26 คน หลังจากรับประทานไฟโตสเตอรอลวันละ 5-10 กรัมติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สามารถลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) ได้ 27%

สเตอรอลและสตานอล ลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) ได้ 5- 15% ต้านไขมันอุดตันหลอดเลือด ต้านอนุมูลอิสระ และมะเร็ง จึงดีต่อผู้สูงอายุ

ปริมาณการรับประทาน หน่วยงานด้าน ความปลอดภัยทางอาหารแห่งยุโรป (The European Foods Safety Authority: EFSA) รายงานว่า การรับประทานสเตอรอลจากพืช 1.5- 2.4 กรัม สามารถลดคอเลสเตอรอลได้ 7-10.5 เปอเซ็นต์ ภายใน 2-3 สัปดาห์ เมื่อคอเลสเตอรอล ลดลงก็ส่งผลต่อการลดโรคหลอดเลือดหัวใจ

สำนักงานคณะกรรมอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองสเตอรอลเอสเทอร์ 0.65 กรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง พร้อมอาหาร สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และให้การรับรองสตานอ ลเอสเทอร์ 1.7 กรัม รับประทานวันละ 2 ครั้งพร้อมอาหาร สามารถลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้เช่นกัน หากรับประทานอาหารอาหารซึ่งมี ไฟโตสเตอรอล 1-3 กรัม จะลดคอเลสเตอรอลได้ อย่างมีนัยสำคัญ 5-15 เปอร์เซ็นต์rec-wheat-germ-bowl-07-20-11-md

ไฟโตสเตอรอล ในผู้ป่วยที่ใช้ยาสเตติน ไฟโตสเตอรอล 2.5 กรัมต่อวัน ร่วมกับการใช้ยาสเตตินสามารถลดคอเลสเตอรอล ได้ 0.34 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งตรงการศึกษาทางระบาดวิทยา ที่แสดงว่า ไฟโตสเตอรอล ลดคอเลสเตอรอลได้ 9.18-17.34 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ใช้ยาสเตติน จึงดีต่อผู้ใช้ยาสเตติน เพราะผู้ที่ใช้ยาไม่ ต้องเพิ่มปริมาณยาสเตติน

ความปลอดภัย ไฟโตสเตอรอล มีประวัติการใช้มายาวนาน และไม่ปรากฏผลข้างเคียง หน่วยงานด้านความปลอดภัย ทางอาหารของสหรัฐอเมริกา ได้รับรองความปลอดภัย และคณะกรรมการวิทยาศาสตร์กลุ่มยุโรป (The European Union Scientific Committee) ให้การรับรองความปลอดภัยไฟโตสเตอรอล

ทั้งนี้ การที่ไฟโตสเตอรอล ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล อาจมีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน รวมทั้งกลุ่มแคโรทีน ซึ่งทางคณะกรรมการวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอาหารในกลุ่มยุโรป ได้แนะนำ ให้รับประทานผักและผลไม้ ที่อุดมด้วยแคโรทีนและวิตามินที่ละลายในไขมันเพิ่ม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: คู่มืออาหารเสริม, ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์

สารแกมมาออริซานอล (Gamma oryzanol ) ทำหน้าที่เพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย ซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปขจัดไขมันชนิดเลว (LDL-คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย) และไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride) ในเส้นเลือด ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด ทำให้อวัยวะ สำคัญต่างๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน ฯลฯ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น และที่เสื่อมสภาพก็กลับฟื้นตัวและทำงานได้อีกครั้ง ช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคความจำเสื่อม เป็นต้น

           นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(anti-oxidants) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า และมีความเสถียรที่สุดเมื่อเทียบกับ วิตามิน C และ E ซึ่งอนุมูลอิสระนั้นเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน นอกจากนั้นยังเป็นสารป้องกันแสงยูวีได้

แกมมาออริซานอล (Gamma oryzanol ) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้สูงในรำข้าว โครงสร้างจะคล้ายการผสม ferulic acid esters ของ triterpene alcohol กับ phytosterols แบ่งย่อยได้เป็น 5 ชนิดคือ 

แกมมาออริซานอล (Gamma oryzanol ) จัดเป็นสาร hypolipidemic และ antiatherogenic เนื่องจากมีฤทธิ์ลดเกล็ดเลือดเกาะผนังหลอดเลือด ยับยั้งการเกิดผังพืดในหลอดเลือด aortic และยับยั้งแอลดีแอลออกซิเดชัน