เอนไซม์สกัดจากต้นกล้าพืช 20 ชนิด

171081556เอนไซม์สกัดจากต้นกล้าพืช 20 ชนิด :

ได้แก่ ต้นอ่อนข้าวสาลี วาซาบิ ขึ้นช่าย ต้นหอม ฯลฯ จากแปลงเพาะปลูกเองแบบออแกนิค ปลอดสารเคมี 100% การนำต้นอ่อนของพืชที่มีอายุ 1-7 วันซึ่งเป็นช่วงที่พืชเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางพฤษเคมี นำมาสกัดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้มาซึ่งเอนไซม์สกัดจากพืชที่ที่สุด

เอนไซม์เสริมเพิ่งจะเริ่มได้รับการยอมรับตั้งแต่ ค.ศ.1995 (พ.ศ. 2538) เป็นต้นมา ในระยะแรก วิตามิน และเกลือแร่ เพียง 2 อย่างที่มีการมุ่งให้เป็นอาหารเสริม จนกระทั่งในค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) ดร. Wolfe ชาวเยอรมันได้ค้นพบประโยชน์และวิธีการใช้เอนไซม์ที่มาจากสัตว์และในเวลาไล่เลี่ยกัน ดร. Howell ชาวอเมริกันได้ศึกษาประโยชน์ของเอนไซม์จากพืช ผลของการศึกษาและวิจัยของทั้งสองท่าน ปูทางไปสู่การใช้เอนไซม์มาเป็นอาหารเสริมในปัจจุบัน การวิจัยในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) ได้พิสูจน์ว่า DNA ในเซลล์ของร่างกายเป็นผู้ควบคุมการผลิตเอนไซม์และนักวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ต่อไปอีกว่า ชีวิตจะเป็นปกติอยู่ได้ก็เพราะปฏิกิริยาเคมีของเอนไซม์ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเอนไซม์ และถ้าเราแก่ตัวลงเมตาบอลิคเอนไซม์ก็จะผลิตได้น้อย ตามไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แท้ที่จริงเกิดมาจากพื้นฐานของการขาดเอนไซม์

เอนไซม์คือโปรตีนชนิดหนึ่ง

เอนไซม์ คือ โปรตีนที่มีลักษณะเป็นก้อน (Globular Protein) ผู้ที่พิสูจน์ว่าเป็นโปรตีน เป็นนักเคมีชาวอเมริกัน ชื่อ ซัมเนอ (J.B Sumner 1925) เอนไซม์ที่ผลิตโดย พืช หรือ สัตว์ หรือแม้แต่ในร่างกายของมนุษย์เอง รูปร่างของโปรตีนจะเป็น กรดอมิโน (Amino Acid) ต่อกันเป็นสายยาวๆ (Long Chain of Amino Acid) มีคุณสมบัติเร่งปฏิกิริยาเคมีที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสิ่งที่มีชีวิตจนกล่าวได้ว่าถ้าขาดเอนไซม์ หรือ เอนไซม์หยุดทำงาน ชีวิตก็จะดับสิ้นไป ตัวอย่างที่สำคัญคือ ยาพิษชื่อ ไซยาไนด์ (Cyanide) ซึ่งมีความสามารถขัดขวางปฏิกิริยาเคมี ทำให้เอนไซม์ในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ เมื่อไซยาไนด์ เข้าไปในร่างกายมนุษย์ถึงแม้จะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ทันที เพราะเอนไซม์บางชนิดถูกบังคับให้หยุดทำงานจากพิษของไซยาไนด์

185307175หน้าที่สำคัญของเอนไซม์

เป็นความจริงที่ชีวิตอยู่ไม่ได้ยืนยาวแน่ถ้าขาดเอนไซม์ เพราะไม่มีปฏิกิริยาเคมี เอนไซม์จะย่อยอาหาร (Food) ที่เรากินเข้าไป ให้กลายเป็นสารอาหาร (Nutrient) และมีขนาดเล็กพอที่จะถูกดูดซึมผ่านลำไส้เข้ากระแสโลหิตเพื่อนำไปสร้างกล้ามเนื้อ ผลิตฮอร์โมน สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ ให้กับร่างกาย ถ้าย่อยอาหารได้สมบูรณ์ ก็จะได้สารอาหารที่ดีซึ่งเป็นความต้องการของร่างกาย

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเอนไซม์คือ

– สิ่งมีชีวิตทุกซีวิตสามารถสร้างเอนไม์ขึ้นมาใช้เอง ด้วยความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน

– เอนไซม์ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพเพื่อนำไปใช้ ถ้าน่อยได้ไม่ดี ถึงกินอาหารแสนดีก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

– เอนไซม์ควบคุมและเร่งปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ถ้าไม่มีเอนไซม์ ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดช้าจนชีวิตไม่สามารถรออยู่ได้172203414 เปรียบเสมือน กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

– เอนไซม์แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัว และจะทำปฏิกิริยาเคมีจำเพราะกับสารตั้งต้นที่ถูกกำหนดเท่านั้น เอนไซม์ชนิดย่อยแป้งจะไม่ย่อยโปรตีน เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง เป็นต้น

– เอนไซม์ถูกทำลายโดยง่ายที่ความร้อนสูงเกิน 118 องศาฟาเรนไฮด์ หรือกล่าวอีกนึงว่า เอนไซม์เปราะบางมาก

– การแช่แข็ง จะไม่ทำลายความสามารถของเอนไซม์ส่วนใหญ๋

– เอนไซม์บางชนิดจะส่งเสริมภูมิต้านทานโรคของสิ่งมีชีวิตให้เข้มแข็ง บางชนิดส่งเสริมการทำงานของหัวใจ ฯลฯ เอนไซม์แต่ละอย่างมีหน้าที่ต่างกันออกไป

– การขาดเอนไซม์ ส่วนใหญ่เพราะไม่รักษาสุขภาพของตนเอง แต่บางกรณีอาจเกิดจากปัญหากรรมพันธุ์

– เอนไซม์ที่มีระดับต่ำในร่างกาย จะสัมพันธ์กับโรคของความเสื่อมต่างๆ คือ ถ้าเอนไซม์ต่ำมาก โรคแห่งความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นมากตาม

ธรรมชาติไม่ได้ให้เอนไซม์มากับร่างกายจนฟุ่มเฟือย

นักชีวเคมีเชื่อว่าเอนไซม์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายแต่ละคนมีจำนวนจำกัด ดังนั้นท่านต้องช่วยตัวเองในการประหยัดเอนไซม์ให้มีใช้นานที่สุด ถ้าต้องการมีอายุยืนยาวและสุขภาพดี เอนไซม์ที่สำคัญที่สุดคือ เมตาบอลิกเอนไซม์ (Metabolic Ennzyme) หรือเอนไซม์สำหรับการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสำคัญในการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ของร่างกาย ต้านทานโรค ป้องกันความเสื่อมโทรม แต่กฏของธรรมชาติให้ไว้ว่า ถ้าเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงเมตาบอลิกเอนไซม์ ซึ่งสะสมไว้เพื่อใช้ในเซลล์ออกมาจากเซลล์ต่างๆ เพื่อมาทำงานที่ต่ำชั้นกว่าคือ ย่อยอาหาร ทำให้ เมตาบอลิกเอนไซม์ หมดเปลือง พลังงานของชีวิตจึงบกพร่องและไม่เพียงพอ เป็นอันตรายต่อชีวิตได้โดยง่าย

เอนไซม์เปรียบเสมือนคนงานของร่างกาย

เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญในการสร้างมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา จากไข่ที่ผสมพันธุ์เซลล์เดียวเติบโตมาจนเป็น 60 ล้านล้านเซลล์ ต่อมาเอนไซม์ยังไม่หน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหาร ซึ่งจะไปทำประโยชน์ให้กับอวัยวะต่างๆ เอนไซม์สามารถกำจัดของเสียในร่างกาย โดยเร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นเอนไซม์จึงทำให้หลอดเลือดสะอาด

ถึงแม้ว่าฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน และสารอาหารอื่นๆ จะสำคัญต่อชีวิตและสุขภาพ แต่ก็โดยเอนไซม์เท่านั้นที่ทำให้สารต่างๆ ดังกล่าว ทำงานตามคุณสมบัติของมันได้ ถ้าไม่มีเอนไซม์ ทุกอย่างทำปฏิกิริยาเคมีไม่ได้เลย จนมีผู้กล่าวว่า เอนไซม์คือพลังงานชีวิตเพราะถ้าระดับของเอนไซม์ในร่างกายเกิดลดต่ำลงจนถึงระดับหนึ่ง ทำให้ทุกระบบทำงานไม่ได้ ชีวิตจะหยุดทันที

การใช้เอนไซม์บำบัด

การมีเอนไซม์บกพร่องเกิดจากหลายสาเหตุ

173298731 : มนุษย์ทุกคนต้องมีความบกพร่องของเอนไซม์ในระดับหนึ่งเสมอ ดร. Dick Couey อาจารย์โภชนาการของมหาวิทยาลัย Bayloy University กล่าวว่า ในปัจจุบันเรามันจะกินอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ เพราะอาหารที่เรากินเป็นอาหารที่ปรุงสำเร็จหรือเอามาหุงต้ม ทำให้เอนไซม์ในอาหารถูกทำลาย ดร. Couey ได้ย้ำว่า ตนเองจะไม่กินอาหารอีกถ้าไม่มีเอนไซม์เสริมมากินร่วมด้วย

ธรรมชาติสร้างตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ : พืชซึ่งมนุษย์ใช้กินทุกชนิด มีเอนไซม์ที่พร้อมจะทำการย่อยอาหารอยู่ในตัวของมันเอง ธรรมชาติจึงกำหนดให้พืชต้องมีตัวห้ามหรือตัวยับยั้งเอนไซม์เหล่านี้ไว้ (Enzyme Inhibitor) ยังไม่ยอมให้ทำงานจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร เช่นเมื่อถึงกำหนดที่ผลไม้ต้องสุกตามฤดูกาล หรือเมื่อเมล็ดพืชพร้อมจะเพาะปลูกและงอกออกเป็นลำต้น ดังนั้นผลไม้เมื่อยังอ่อน หรือเมล็ดพืชดิบๆ ตัวห้ามทั้งหลายจึงต้องมีจำนวนมากและทำงานเข้มแข็ง โดยปกติตัวห้ามเหล่านี้จะเริ่มอ่อนแรง หรือหมดสภาพ ก็โดยสิ่งแวดล้อมรอบตัวมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเช่น ความชื้น ความร้อน ความเป็นกรดด่าง เมื่อเวลาเราเคี้ยวอาหารเหล่านี้ในปากก็คือ เรากำลังทำให้สภาวะเดิมรอบข้างของตัวห้ามเปลี่ยนไปจนตัวห้ามหยุดทำงาน ทำให้เอนไซม์ในอาหารเป็นอิสระ เพราะไม่มีอะไรมายับยั้ง แต่อย่างไรก็ดี ตัวห้ามก็ยังมีจำนวนสูงอยู่มากในพืชบางระยะของการเจริญเติบโต เช่น ยอดใบไม้ ยอดผัก พืชยังอ่อน เป็นต้น

อายุมากขึ้น การผลิตเอนไซม์ของร่างกายลดลง : ในสหรัฐอเมริกานักวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลไมเคิล รีส (Michael Reese Hospital) รัฐชิคาโก ได้ทำการวิจัยหาค่าของเอนไซม์อไมเลส (Amylase)ในน้ำลายจากคน 2 กลุ่มอายุด้วยกัน คือ กลุ่มหนุ่มสาว (21-31 ปี) กับกลุ่มคนชรา (69-100 ปี) พบว่า กลุ่มหนุ่มสาวมีเอนไซม์อไมเลสซุ่งใช้ย่อยอาหารประเภทแป้ง มากเป็น 30 เท่าของกลุ่มผู้สูงอายุ

มีสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้การย่อยอาหารบกพร่อง : ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า มีโรคที่เกิดขึ้นต่อร่างกายอันมีสาเหตุจากการย่อยอาหารที่ไม่สมบูรณ์ วิธีง่ายๆ ในการแก้ไขคือ ให้กินเอนไซม์ที่ผลิตมาจากพืชจะทำให้อาการกระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวนทุเลาลงได้ซึ่งถ้าศึกษาย้อนกลับไปหาสาเหตุก็คือ อาหารที่กินไม่ถูกสุขลักษณะ การย่อยอาหารไม่ดี การมีสารพิษ เกิดขึ้นเนื่องจากมีกากอาหารที่ไม่ย่อยหมักหมมอยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาการต่างๆ ดังกล่าว เชื่อว่าการกินเอนไซม์เสริมชนิดช่วยย่อยจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าร่างกายจะผลิตเอนไซม์เพื่อใช้ย่อยอาหารได้เอง แต่ก็มีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้การผลิตเอนไซม์บกพร่องไป ทั้งๆ ที่บางครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวจนถึงขนาดต้องใช้เอนไซม์เสริมเข้าช่วย ตัวอย่างของสาเหตุดังกล่าวที่พบบ่อยๆ คือ :

1. ขาดการออกกำลังกาย และอยู่ในที่สิ่งแวดล้อมมีมลภาวะ

2. มีความเครียดที่งร่างกายหรือทางจิตใจ

3. ดื่มสุรา อาหารหรือน้ำไม่สะอาด

4. กินอาหารปรุงสำเร็จซึ่งเอนไซม์ในอาหารถูกทำลาย